เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีและบาร์โค๊ด

เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีและบาร์โค้ด

ในปัจจุบันมีการกล่าวกันอย่างแพร่หลายว่า   เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะมาแทนที่บาร์โค้ดในอนาคตอันใกล้  เนื่องจากว่า  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีจุดดีกว่าบาร์โค้ดอยู่หลายประการ  แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีบาร์โค้ดก็มีจุดดีอยู่มากมายที่อาร์เอฟไอดีไม่สามารถที่จะทำได้  ดังนั้นความคิดว่าอาร์เอฟไอดีจะมาแทนที่บาร์โค้ด  จึงเป็นไปได้ยาก  บทนี้จะอธิบายให้เห็นถึงจุดดีและจุดเสียของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  และบาร์โค้ด  เพื่อชี้ให้เห็นว่า  เทคโนโลยีทั้งสองต่างมีจุดดีของตนเอง  และความเหมาะสมในการใช้งานแต่ละประเภท  แตกต่างกัน

เทคโนโลยีบาร์โค้ด

บาร์โค้ดคือ การพิมพ์สัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงข้อความต่าง ๆ   โดยปกติการพิมพ์จะพิมพ์สัญลักษณ์เป็นเส้นตรง สี่เหลี่ยมจตุรัส หรือจุด  โดยระยะห่างของแต่ละจุดจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง  เทคนิคในการแปลสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นข้อความต่าง ๆ เรียกว่า  Symbology   ซึ่งจะมีลักษณะหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

·         การถอดรหัส  เทคนิคที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งต้องสามารถถอดรหัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และไม่มีข้อผิดพลาดในการถอดรหัส

·          ความเข้มของตัวอักษร  ถ้าตัวอักษรแต่ละตัวมีความเข้มมาก  ก็สามารถที่จะแสดงถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้นตามไปด้วย

·         ความสามารถในการตรวจสอบข้อผิดพลาด  ระบบ  Symbology ที่ดีจะต้องสามารถที่จะตรวจสอบความถูกต้อง  เพื่อเป็นการยืนยันว่า  ข้อมูลที่อ่านขึ้นมานั้นมีความถูกต้องแม่นยำ

o         กระบวนการอ่านบาร์โค้ด

อุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านบาร์โค้ดเรียกว่า  เครื่องอ่านบาร์โค้ด  (Bar Code Scanner)  เครื่องอ่านบาร์โค้ดอาศัยคลื่นแสงโดยการส่งคลื่นแสงไปยังแถบบาร์โค้ด  ในระหว่างการอ่านแถบบาร์โค้ด คลื่นแสงไม่สามารถที่จะเคลื่อนย้ายออกจากแถบบาร์โค้ดได้  ดังนั้นเมื่อมีการเพิ่มความยาวของบาร์โค้ด  ขนาดความสูงของเครื่องอ่านบาร์โค้ดก็จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อที่จะให้คลื่นแสงสามารถที่จะครอบคลุมแถบบาร์โค้ดทั้งหมดได้

ระหว่างการอ่าน  เครื่องอ่านจะทำการวัดลำแสงที่สะท้อนกลับมาจากแถบสีดำ  และบริเวณสีขาวของแถบบาร์โค้ด  โดยที่แถบสีดำจะดูดซับคลื่นแสง  ในขณะที่บริเวณสีขาวจะทำการสะท้อนคลื่นแสง  อุปกรณ์อิเลกทรอนิคที่เรียกว่า   Photodiode  หรือ Photocell  จะทำการแปลงคลื่นแสงที่ได้รับเป็นคลื่นไฟฟ้า  หลังจากนั้นก็จะทำการแปลงคลื่นไฟฟ้าเป็นข้อมูล  Digital  ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นรูปรหัส   ASCII  

o         เครื่องอ่านบาร์โค้ด

ในปัจจุบันนี้  เครื่องอ่านบาร์โค้ดสามารถแบ่งได้เป็นสี่ประเภท

·         เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบปากกา  เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายปากกโดยมีแสงอยู่ที่ปลาย  ในช่วงการอ่านแถบบาร์โค้ดต้องถูกคลื่นแสงส่องตลอดเวลา  จุดดีของเครื่องอ่านแบบนี้ คือราคาไม่แพงและมีน้ำหนักเบา   แต่จุดเสียของเครื่องอ่านแบบนี้คือ หากแถบบาร์โค้ดติดอยู่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบ  ทำให้เครื่องอ่านไม่สามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง

·         เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบเลเซอร์  เครื่องอ่านแบบนี้เป็นเครื่องอ่านที่มีการใช้แพร่หลายมากที่สุด  จุดดีของเครื่องอ่านแบบนี้  คือสามารถที่จะอ่านแถบบาร์โค้ดได้  ถึงแม้ว่าจะติดอยู่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบ  เนื่องจากว่า  เครื่องอ่านแบบนี้จะประกอบด้วยลำแสงเลเซอร์จำนวนมาก  เลเซอร์แต่ละลำแสงสามารถที่จะอ่านแถบบาร์โค้ดได้ด้วยความเร็ว  40 – 800 ครั้งต่อวินาที  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว  ลำแสงบาร็โค้ดเพียงลำแสงเดียวเท่านั้น  ก็สามารถที่จะอ่านแถบบาร์โค้ดได้  จากการที่เครื่องอ่านแบบนี้สามารถที่จะอ่านแถบบาร์โค้ดได้รวดเร็ว  เครื่องอ่านแบบนี้จะนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม   เครื่องอ่านแบบนี้สามารถที่จะทำเป็นเครื่องอ่านแบบติดตั้งอยู่กับที่  สำหรับการอ่านวัตถุที่มีการเคลื่อนที่  เช่น บนสายพานลำเลียงสินค้า เป็นต้น  ด้วยเครื่องอ่านแบบนี้ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายวัตถุ  ในบางกรณีาเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบนี้สามารถอ่านแถบบาร์โค้ดที่อยู่ในระยะไกลถึง 9เมตรได้

·         เครื่องอ่านแบบ CCD  เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบนี้ใช้วิธีการจับภาพแถบบาร์โค้ด  หลังจากการจับภาพของแถบบาร์โค้ด  เครื่องอ่านก็จะทำการปรับภาพดังกล่าว  เป็นข้อมูลที่เป็นแบบดิจิตอลเหมือนเช่นบาร์โค้ดแบบเลเซอร์  จุดเสียของเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบนี้ คือ เครื่องอ่านแบบนี้ไม่สามารถอ่านแถบบาร์โค้ดที่มีความยาวมากได้  เนื่องจากข้อจำกัดในการจับภาพ

·         เครื่องอ่านแบบกล้อง  กล้องขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในเครื่องอ่าน  กล้องขนาดเล็กนี้จะทำการจับภาพบาร์โค้ด  และทำการประมวลผล  แต่เครื่องอ่านแบบนี้จะอ่อนไหวต่อคุณภาพของแถบบาร์โค้ดอย่างมาก  เช่น  แถบบาร์โค้ดควรจะมีความแตกต่างสีขาวและดำอย่างชัดเจน  ห้ามมีจุดดำอื่นใดบนแถบบาร์โค้ด   

o         ประโยชน์ของเทคโนโลยีบาร์โค้ด

·         รวดเร็วและแม่นยำในการเก็บข้อมูล  เทคโนโลยีบาร์โค้ดทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างอัตโนมัติ   การอ่านข้อมูลโดยเครื่องอ่านบาร์โค้ดทำให้มีความแม่นยำ  จากการศึกษาพบว่า  ข้อผิดพลาดมีเพียงหนึ่งในสามล้านครั้ง 

  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ข้อมูลที่ได้รับจากเครื่องอ่านบาร์โค้ดสามารถส่งต่อให้กับระบบการทำงาน  เพื่อให้กระบวนการทำงานสามารถดำเนินการได้อย่างอัตโนมัติ   เช่นระบบเข้า-ออกสำนักงานของพนักงาน

·         ลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน   การเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีบาร์โค้ดทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล  เนื่องจาการเก็บข้อมูลที่ผิดพลาด  เป็นต้น

o         ข้อจำกัดของเทคโนโลยีบาร์โค้ด

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีบาร์โค้ดก็มีข้อจำกัดของตนเองอยู่  ข้อจำกัดหลัก ๆ ได้แก่

·         เสียหายง่าย  แถบบาร์โค้ดเสียหายได้ง่าย  เพียงแค่มีรอยเปื้อนสกปรก  แถบสี  หรือสีจางไปเมื่อถูกแสงแดด หรือความชื้น

·         เครื่องอ่านบาร์โค้ดมีข้อจำกัดในการทำงาน   เมื่อนำเครื่องอ่านบาร์โค้ดไปใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น  คลื่นแสงที่ใช้ในการอ่านจะถูกหักเหง่าย  เมื่อแถบบาร์โค้ดมีการเปียกชื้น  ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้การอ่านข้อมูลในแถบบาร์โค้ดผิดพลาดได้

·         ขณะการอ่านแถบบาร์โค้ด  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเห็นแถบบาร์โค้ด   หากแถบบาร์โค้ดถูกปิดบัง  ทำให้ไม่สามารถที่จะอ่านข้อมูลได้

·         ความเร็ว  เครื่องอ่านบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะอ่านแถบบาร์โค้ดที่เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว  ดังนั้นหากแถบบาร์โค้ดติดอยู่บนวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว  จะมีผลทำให้ความแม่นยำในการอ่านต่ำลง

o         ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีบาร์โค้ด

จากที่มีการกล่าวกันอย่างแพร่หลาย  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้แทนบาร์โค้ด   จุดเด่นหลัก ๆ ที่ทำให้มีการคาดการณ์ว่า  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะมาทดแทนบาร์โค้ด สามารถสรุปเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้

·         สามารถอ่านข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ข้อมูลที่บันทึกในอาร์เอฟไอดี  Tag  สามารถที่จะบันทึกข้อมูลใหม่ลงไปได้  ในขณะที่แถบบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำการปรับเปลี่ยนข้อมูลได้   โดยปกติแล้วอาร์เอฟไอดี  Tag  สามารถที่จะบันทึกข้อมูลได้มากถึง 100,000  ครั้ง  ซึ่งความสามารถนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อมีการใช้  Tag  นั้น เพื่อบันทึกข้อมูลบางอย่างที่มิได้บันทึกไว้ในครั้งแรก  ตัวอย่างเช่น การนำอาร์เอฟไอดี Tag  มาใช้ในส่วนของสายงานผลิต  เมื่อสินค้าเคลื่อนย้ายไปทีละขั้นตอนการผลิต  ก็จะทำการบันทึกข้อมูลลงในอาร์เอฟไอดี  Tag  เพื่อที่จะทราบว่า  วัตถุหรือสินค้าดังกล่าวผ่านกระบวนการผลิตขั้นใดมาบ้าง  เมื่อสิ้นสุดกระบวนการผลิตสามารถที่จะนำ  Tag  ดังกล่าวมาวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า  แต่ละขั้นตอนการผลิตใช้เวลามากน้อยเพียงใด  และขั้นตอนใดที่ใช้เวลามากเกินไป   หรือเป็นการยืนยันว่า  วัตถุดังกล่าวผ่านมาทุกกระบวนการผลิตหรือไม่

·         การอ่านโดยไม่จำเป็นต้องมองเห็น  โดยทั่วไปแล้วอาร์เอฟไอดีTag  ไม่จำเป็นต้องมองเห็นก็สามารถที่จะส่งข้อมูล  ซึ่งแตกต่างจากบาร์โค้ดอย่างชัดเจน  ที่จำเป็นต้องมองเห็นเท่านั้นเพื่อทำให้สามารถส่งข้อมูลได้  ตัวอย่างเช่น  หากอาร์เอฟไอดี  Tag  ติดอยู่กับสินค้าที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่มิได้ดูดซับ  หรือสะท้อนคลื่นวิทยุ  เครื่องอ่านก็สามารถที่จะอ่านข้อมูลจาก  Tagนั้นได้  โดยมิจำเป็นต้องมองเห็น Tag   แต่อย่างไรก็ตาม  ในบางสถานการณ์คุณลักษณะนี้ก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่  หากมีการนำอาร์เอฟไอดี  Tag  ไปติดอยู่บนวัสดุที่ดูดซับ หรือสะท้อนคลื่นวิทยุ  เช่น โลหะ เป็นต้น   

·         ระยะการอ่านที่ไกล  โดยปกติแล้วเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถที่จะอ่านข้อมูลจากอาร์เอฟไอดี  tag  ได้ในระยะที่ไกลกว่า เครื่องอ่านบาร์โค้ด  ตัวอย่างเช่น  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีคลื่นความถี่  UHF  จะสามารถอ่านอาร์เอฟไอดี  Tag  ได้ไกลถึง  4-5เมตรในสภาพแวดล้อมปกติ  หากพูดถึงอาร์เอฟไอดีแบบ  Active ระยะการอ่านก็จะไกลยิ่งขึ้นไปอีก  ซึ่งในบางกรณีสามารถอ่านได้ไกลถึง  30  เมตร แต่เทคโนโลยีบาร์โค้ดนั้น จะอ่านข้อมูลโดยคลื่นแสง  ดังนั้นระยะการอ่านจึงจำกัดอยู่ในระยะที่คลื่นแสงไปถึง  ซึ่งโดยส่วนมากจะไม่เกิน  9เมตร

·         ความสามารถในการบันทึกมีมากกว่าบาร์โค้ด  อาร์เอฟไอดี  Tag  สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  Active Tag  สามารถที่จะบรรจุข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ดหลายเท่าตัว

·         ความสามารถในการอ่านข้อมูลจากอาร์เอฟไอดี Tag  หลาย Tag  พร้อมกัน  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถอ่านข้อมูลจาก  Tag  มากกว่าหนึ่ง  Tag  ในขณะเดียวกัน  ซึ่งความสามารถนี้เรียกว่า  Anti-Collisionซึ่งความสามารถนี้บาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำได้

·         ความคงทนมากกว่า  โดยปกติแล้ว  อาร์เอฟไอดี  Tag  จะทนทานมากกว่าบาร์โค้ด  อาร์เอฟไอดี Tag  สามารถทำงานได้ในสภาพที่เปียกชื้น หรือการทำงานที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ  ในสภาพการทำงานลักษณะนี้  บาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และบาร์โค้ดก็มีโอกาสที่จะเสียหายง่าย  เช่นการนำไปใช้งานในสภาพเปียกชื้น เป็นต้น

·         อาร์เอฟไอดี Tag สามารถนำมาใช้งานในลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้น  ซึ่งการใช้งานลักษณะนี้มิใช่เพียงแค่การเก็บข้อมูล แต่อาร์เอฟไอดี  Tag  ยังสามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้อีกด้วย  ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้บาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำได้ ตัวอย่างเช่นการใช้งานของ  Active Tag  ที่ต้องมีการบันทึกหมายเลขเอกสารในขนส่ง  เพื่อให้ระบบการทำงานเป็นไร้เอกสาร  ในส่วนนี้บาร์โค้ดจะทำไม่ได้อย่างแน่นอน  เพราะบาร์โค้ดทำหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

จากข้อดีที่กล่าวมาข้างต้น  มีการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในกิจกรรมหลายส่วน  เมื่อมีการเปรียบเทียบการทำงานของเทคโนโลยีบาร์โค้ด  จะเห็นว่า  การนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์หลายประการ ดังเช่นตารางด้านล่าง  จากผลการศึกษาของ FKI Logistex

ข้อดีของบาร์โค้ดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี

ถึงแม้ว่า  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะมีจุดเด่นมากกว่าบาร์โค้ดในหลายประการ  แต่เทคโนโลยีบาร์โค้ดก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง  จุดเด่นของเทคโนโลยีบาร์โค้ด  สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

·         ราคาถูก  เป็นที่ทราบกันดีว่า ราคาของบาร์โค้ดถูกกว่าอาร์เอฟไอดี Tag  มาก  นอกเหนือจากราคา Tagแล้ว ราคาเครื่องอ่านบาร์โค้ดก็ถูกกว่าเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี   

·         ในบางกรณีความสามารถในการอ่านของบาร์โค้ดก็มีความใกล้เคียงกับอาร์เอฟไอดี  ในการใช้งานบางครั้งบาร์โค้ดสามารถให้ความแม่นยำได้ถึง 90 – 98%  จากความแม่นยำในระดับนี้  ทำให้เกิดความคุ้มทุนค่อนยาก  เนื่องจากหากเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไม่สามารถให้ความแม่นยำได้มากขึ้นอีก 10%ความคุ้มทุนก็จะไม่เกิดขึ้นได้

·         ไม่มีผลต่อวัสดุที่ใช้งาน  บาร์โค้ดใช้งานได้กับวัสดุเกือบทุกชนิด  ซึ่งต่างจากอาร์เอฟไอดีที่ไม่สามารถใช้งานได้ในวัสดุบางประเภท

·         ไม่มีข้อจำกัดทางด้านกฏหมาย  บาร์โค้ดทำงานโดยการใช้คลื่นแสง  ซึ่งไม่มีข้อจำกัดทางด้านกฏหมาย  ต่างจากเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีที่ใช้คลื่นวิทยุ  การใช้คลื่นวิทยุในแต่ละประเทศยังมีข้อจำกัดทางด้านกฏหมายที่จำเป็นต้องคำนึงถึงอยู่อย่างมาก  คลื่นความถี่ที่ใช้ได้ในประเทศหนึ่ง  อาจไม่สามารถที่จะใช้งานได้ในบางประเทศก็เป็นไปได้  แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็มีความพยายามในหลายประเทศที่จะทำให้การใช้คลื่นวิทยุเพื่อวัตถุประสงค์ด้านอาร์เอฟไอดีมีความเป็นมาตรฐานมากขึ้น

·         บาร์โค้ดเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย   บาร์โค้ดมีการใช้งานมาอย่างน้อย  30ปี  ในขณะที่เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดียังอยู่ในจุดเริ่มต้น 

ความเป็นไปได้ที่อาร์เอฟไอดีจะทดแทนบาร์โค้ด

จากที่มีการกล่าวจุดดี  และข้อจำกัดของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  และบาร์โค้ด   ทำให้โอกาสที่จะนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะมาทดแทนบาร์โค้ดนั้นเป็นไปได้ยากมาก  สาเหตุหลักที่ทำให้การทดแทนนี้ไม่สามารถที่จะเป็นไปได้  ได้แก่

·         หากจะมีการนำอาร์เอฟไอดีมาแทนบาร์โค้ดได้  จำเป็นอย่างยิ่งที่อาร์เอฟไอดีต้องสามารถใช้งานได้กับวัสดุทุกประเภทเหมือนกับที่บาร์โค้ดทำได้  การที่จะทำให้อาร์เอฟไอดีใช้งานได้กับวัสดุทุกประเภทนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีต้องมีความเป็นไปได้ในแง่เศรษฐกิจ  และในแง่สังคม

·         มีการคาดการณ์ว่า  หากจะทำให้อาร์เอฟไอดีสามารถทดแทนบาร์โค้ดได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ราคาของ Tag  ต้องต่ำกว่า 2บาท หรือต่ำกว่านั้น   นอกเหนือจากราคา  Tagแล้วราคาของเครื่องอ่านก็ต้องถูกลงด้วย   แต่อย่างไรก็ตามการที่จะทำให้ราคา  tag  ถูกลง  ด้วยกระบวนการผลิตในปัจจุบันคงเป็นไปได้ยาก  กระบวนการผลิตต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ หรือจำเป็นต้องตัดกระบวนการผลิตออกบางขั้นตอน  มีการคาดการณ์ว่า  การที่จะทำให้  Tagราคาถูกได้ในระดับที่ต้องการ  อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ  5ถึง 10ปีข้างหน้า

·         การกำหนดมาตรฐานการใช้คลื่นวิทยุเพื่อเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  จากที่ทราบกันว่า  อาร์เอฟไอดีใช้คลื่นวิทยุในการทำงาน  ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกประเทศมีมาตรฐานการใช้คลื่นวิทยุเพื่อเทคโนโลยีเหมือนกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นความถี่ในช่วง  UHF   ซึ่งแต่ละประเทศมีการใช้งานที่ในช่วงคลื่นที่แตกต่างกัน

สรุป 

จากข้อจำกัดและข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  และเทคโนโลยีบาร์โค้ด  จะเห็นว่า  ในระยะแรกการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาใช้จะเป็นใสรูปแบบ  Dual Technology  กล่าวคือ  เป็นการนำสองเทคโนโลยีคือบาร์โค้ด  และอาร์เอฟไอดีมาใช้ควบคู่กัน ตามการศึกษาตารางด้านล่าง  จะเห็นว่า  ในช่วงแรกที่ทำการทดสอบ  และความคุ้มทุนยังคงใช้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีเพียงอย่างเดียว  แต่เมื่อนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาสู่ปฏิบัติจริง  จะเป็นการใช้สองเทคโนโลยี  แต่เมื่อเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไปสู่การใช้จริง  ในช่วงแรกยังเป็นการใช้สองเทคโนโลยีควบคู่กันไป   จนเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีการพัฒนาในด้านต่าง  ๆ 

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี

ถึงแม้ว่า  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะมีจุดเด่นหลายประการตามที่กล่าวข้างต้น  อย่างไรก็ตาม  การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ  เนื่องจากว่า  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสาร  ดังนั้นในการนำมาใช้งานย่อมมีข้อจำกัดต่าง ๆ ตามลักษณะเฉพาะของคลื่นวิทยุ  ซึ่งสามารถแยกพิจารณาเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้

·         ด้าน Tag 

o    วัตถุที่นำอาร์เอฟไอดี Tag  ไปใช้งาน  วัสดุต่างชนิดกันย่อมมีผลต่อการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ต่างกัน  หากระบบอาร์เอฟไอดีนั้นใช้คลื่น  UHF หรือ  Microwave  และนำไปใช้กับวัตถุที่มีลักษณะดูดซับ  หรือสะท้อนคลื่นวิทยุ  เช่น น้ำ หรือวัสดุที่เป็นโลหะ  จะมีผลให้ความสามารถในการอ่านย่อมลดลงอย่างแน่นอน

o    จำนวนของ  Tag  ในการอ่านแต่ละครั้ง  ถึงแม้ว่า เทคโนโลยีนี้สามารถที่จะอ่าน  Tag  มากกว่าหนึ่ง Tag  ในขณะเดียวกัน  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  การอ่าน  Tag  ในลักษณะนี้ก็มีข้อจำกัดในแง่ของจำนวน  โดยเฉลี่ยแล้วเครื่องอ่านสามารถอ่าน Tag  ได้พร้อมกัน 50 Tags  ในเวลาเดียวกัน   

·         ด้านเครื่องอ่าน

o    ระบบอาร์เอฟไอดีที่ออกแบบขึ้นมานั้น  ในหลายกรณีที่จำเป็นต้องใช้เครื่องอ่านมากกว่าหนึ่งตัว  ในการติดตั้งเครื่องอ่านมากกว่าหนึ่งเครื่องนั้น  ประเด็นที่จำเป็นต้องคำนึงถึงมากที่สุด  การรบกวนกันของเครื่องอ่านทั้งหลายหากออกแบบไม่ถูกต้องมีความเป็นไปได้อย่างมากที่เครื่องอ่านทั้งสองตัวอาจจะรบกวนกันเอง  หรืออาจเกิดสถานะการณ์ที่  Tag   ถูกอ่านมากกว่าหนึ่งเครื่องทำให้ข้อมูลส่งเข้าสู่ระบบไม่ถูกต้อง

o    ข้อจำกัดด้านกำลังส่ง  เป็นที่ทราบกันว่า ความสามารถในการอ่านของเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีมีความสัมพันธ์กับกำลังส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศมีการกำหนดกำลังส่งของเครื่องอ่านที่แตกต่างกัน  ดังนั้นเมื่อนำเครื่องอ่านไปใช้ในประเทศอื่นย่อมให้ผลการอ่านที่แตกต่างกัน

·         ด้านสภาพแวดล้อม  

o    เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีอ่อนไหวต่อโลหะ  และของเหลว  หากนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานในสภาพแวดล้อมเหล่านี้  ย่อมมีผลกระทบต่อความสามารถในการอ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจมีผลทำให้ความสามารถในการอ่านลดต่ำลง  หากจำเป็นต้องนำเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีไปใช้ในสภาพเช่นนี้  ระยะห่างระหว่างเครื่องอ่านและอาร์เอฟไอดี  Tag  อาจจะต้องสั้นกว่าที่ควรจะเป็น  นอกเหนือจากสภาพแวดล้อมในการใช้งานแล้ว  การนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไปใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีคนอยู่มาก  ก็มีผลต่อการอ่านเช่นกัน  เนื่องจากว่าร่างกายของคนประกอบด้วยของเหลว  ซึ่งมีผลต่อการอ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุป

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า   เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีประโยชน์อย่างมากมาย  ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดในหลายประเด็นด้วยเช่นกัน  ดังนั้นการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการออกแบบอย่างถูกต้อง  เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่

จุดเด่นและข้อจำกัดของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี

จุดเด่นของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี

เมื่อมีการกล่าวถึงเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงเทคโนโลยีบาร์โค้ด  ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุสิ่งต่าง ๆ  อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีทั้งสองต่างก็มีจุดเด่นของตนเอง  ในกรณีของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้น  จุดเด่นของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  สามารถที่จะแบ่งได้เป็นประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้

o         การไม่ต้องสัมผัส (Contactless)

ลักษณะพื้นฐานอันหนึ่งของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี คือการ ที่  Tag  ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับเครื่องอ่าน  ก็สามารถที่จะส่งข้อมูลได้  ด้วยจุดเด่นนี้   ทำให้เทคโนโลยีนี้มีข้อได้เปรียบหลายประการ  ได้แก่

oเครื่องอ่านไม่มีการสึกหรอ  เนื่องจากไม่มีการสัมผัสระหว่างระหว่าง  Tag  กับเครื่องอ่าน  ดังนั้นการสึกหรอของอุปกรณ์ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นจากการสัมผัสจะไม่เกิดขึ้น

oความเร็วในการทำงานไม่ลดลง  ในการทำงานปัจจุบันจะเห็นได้ว่า  หากใช้เทคโนโลยีที่ต้องมีการสัมผัส  บ่อยครั้งที่ทำให้กระบวนการทำงานช้าลง   ตัวอย่างเช่น การทำงานบนสายพาน  ซึ่งอุปกรณ์  หรือสินค้ามีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด  การอ่านหรือบันทึกข้อมูลโดยการสัมผัสไม่สามารถที่จะเป็นไปได้

oความสามารถในการอ่าน  Tag  พร้อมกันหลาย Tag  ในเวลาเดียวกัน  ทำให้การทำงานในลักษณะที่เป็นอัตโนมัติสามารถที่จะปฏิบัติได้ง่าย  ในทางตรงกันข้ามหากใช้เทคโนโลยีแบบสัมผัสในการอ่านและบันทึกข้อมูล  การที่จะต้องอ่านข้อมูลจาก  Tag  หลาย Tag  พร้อมกันไม่สามารถที่จะเป็นไปได้

o         ความสามารถในการบันทึกข้อมูล (Writable)

ในปัจจุบัน  RFID Tagที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากถึง  100,000  ครั้งหรือมากกว่า    Tag  ประเภทนี้มีการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงของตัวเอง  เช่น  การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถเรียกข้อมูลจากฐานข้อมูลได้  ได้แก่ ระบบบัตรอาหาร  ในบางกรณีจะเลือกใช้การบันทึกข้อมูลแทนที่จะใช้ระบบเดินสาย  ทุกครั้งที่นำบัตรอาร์เอฟไอดี  ไปซื้ออาหาร  มูลค่าล่าสุดที่เหลืออยู่ก็จะถูกบันทึกลงไปในบัตร  อย่างไรก็ตาม  ในการใช้งานที่ใช้วิธีการบันทึกข้อมูลลงไปในบัตรก็มีข้อจำกัดอยู่ในหลายประเด็น  ได้แก่

oความคุ้มทุนในการนำ Tag  กลับมาใช้ใหม่  เนื่องจากการนำกลับมาใช้ใหม่  จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการเพิ่มเติมขึ้นมา  นั้นคือ การนำ  Tag  กลับมาใช้ใหม่   ในการจัดเก็บ Tagเหล่านี้เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่  อาจจะต้องใช้กำลังคนมาก  ซึ่งอาจจะทำให้ไม่คุ้มทุน

oความปลอดภัย  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีระบบมาควบคุมการบันทึกข้อมูลลงไปใน  Tag  เพื่อที่จะเป็นการป้องกันว่า  ไม่ได้มีการลักลอบการเขียนข้อมูลใหม่ทับลงไปใน  โดยเฉพาะการนำมาใช้ในลักษณะ  E Payment  นอกเหนือจากนั้นทางบริษัทยังจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ Tagที่มีข้อมูลสำคัญ  ถูกส่งออกไปนอกหน่วยงานของตน

oการทำงานที่ใช้เวลามากขึ้น  การบันทึกข้อมูลลงใน  Tag  จะใช้เวลามากกว่าการอ่านข้อมูล  ดังนั้นเมื่อการทำงานจำเป็นต้องบันทึกข้อมูลลงไปใน  Tag  การทำงานต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าการทำงานที่อาศัยการอ่านเพียงอย่างเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม  ในการทำงานบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการบันทึกข้อมูล  ตัวอย่างเช่น  การตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการบรรจุยาลงไปในขวด  ในขั้นแรกขวดเหล่านั้นจะติด  RFID Tagที่สามารถบันทึกข้อมูลได้  ก่อนที่จะนำขวดเหล่านี้มาใช้งาน  ขวดเหล่านี้  ก็จะต้องทำการทำความสะอาดก่อน  ในการทำความสะอาด  ขวดดังกล่าวก็จะทำการล้างด้วยน้ำร้อน  ต่อจากนั้นผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ  และทำให้แห้ง  นอกจากนั้นยังจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ก่อนที่จะนำขวดดังกล่าวไปบรรจุยา  จากกระบวนข้างต้นที่ระบุมา ดังนั้นทุกขั้นตอนที่ขวดเหล่านั้นมาใช้บรรจุยา  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการบันทึกข้อมูลลงไปใน   RFID Tagเพื่อเป็นการควบคุมกระบวนการทำงานว่า  ขวดหรือบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทำความสะอาดครบทุกขั้นตอน   

o         ความสามารถในการอ่านโดยไม่ต้องเห็น  Tag

ความสามารถนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถที่จะอ่าน   RFID Tag  ได้ถึงแม้ว่า   Tag  จะติดอยู่ภายในตัวสินค้า  (หากสินค้าไม่ประกอบด้วยวัสดุที่ดูดซับคลื่นวิทยุ)  ตัวอย่างเช่น  หาก  RFID Tag  อยู่ในกล่องกระดาษ  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถที่จะอ่านทะลุกล่องเข้าไปได้   ด้วยความสามารถนี้  ทำให้ การตรวจสอบสินค้าทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น  เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเปิดกล่องสินค้า   

จากความสามารถประการนี้  ทำให้มีการกังวลว่า  ความลับส่วนบุคคล  ในกรณีที่บุคคลนั้น  มี RFID Tag  อยู่ในตัว  และถูกอ่านโดยเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีแบบไม่รู้ตัว  อย่างไรก็ตามจากการที่กล่าวในขั้นต้น  การที่จะอ่าน  RFID Tagมีข้อจำกัดมีทางด้านเทคโนโลยีอยู่หลายประการ  ตัวอย่างเช่น  การอ่านบางครั้งเครื่องอ่านจำเป็นต้องเห็น RFID Tag  หรือ  RFID Tag  ต้องอยู่ในมุมที่เครื่องอ่านสามารถอ่านได้  สภาพแวดล้อมที่นำ  RFIDTag  เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่อยู่บนพื้นผิวที่ดูดซับคลื่นวิทยุ   เช่น โลหะ  จากข้อจำกัดที่กล่าวมาข้างต้น  ดังนั้น  ข้อกังวลที่ว่า  จะถูกอ่านโดยไม่รู้ตัวนั้น  จึงเป็นไปได้ยาก

นอกจากนั้น  ในปัจจุบัน  มีการพัฒนาเครื่องอ่านที่จะส่งคำสั่งลงไปเพื่อให้  RFID Tag  นั้นไม่สามารถที่จะใช้งานได้อีก  เรียกว่า   Kill Command  เมื่อ  RFID Tag  ถูกอ่านโดยเครื่องอ่านประเภทนี้  RFID Tagเหล่านั้นจะไม่สามารถนำกลับใช้ได้อีก  วิธีการนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะแก้ปัญหาเรื่องความลับส่วนบุคคล

o         ความหลากหลายในระยะการอ่าน

จากที่กล่าวมาข้างต้น  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีคลื่นความถี่อยู่หลายช่วง  และแต่ละช่วงความถี่ก็มีระยะการอ่านที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเช่น  คลื่นความถี่ต่ำ (LF)สามารถที่จะส่งข้อมูลได้ในระยะไม่กี่เซนติเมตร  ในขณะที่คลื่นความถี่สูง (HF)สามารถที่จะส่งข้อมูลได้ในระยะ 3ฟุต  หากกล่าวถึงคลื่น UHFระยะการอ่านก็ยิ่งไกลมากขึ้น  คือ สามารถที่จะส่งข้อมูลได้ไกลถึง 300ฟุต  ยิ่งไปกว่านั้นหากกล่าวถึง  Active Tagระยะการอ่านยิ่งไกลไปกว่านั้น

จากการที่เทคโนโลยีนี้มีระยะการอ่านที่หลากหลาย  ทำให้สามารถนำนำไปใช้ได้หลากหลาย  ตัวอย่างเช่น คลื่นความถี่ LFเหมาะสำหรับการใช้งานในลักษณะการระบุบุคคล (Personnel identification)  หรือในกิจกรรมปศุสัตว์  หากเป็นคลื่นความถี่  HFก็จะมีการนำมาใช้ในด้านการชำระเงินอัตโนมัติ (Electronic payment)   หรือลักษณะ Smart Shelf   ถ้าเป็นคลื่นความถี่  UHFก็นำมาใช้งานในลักษณะการบริหารคลังสินค้า  เป็นต้น

o         ความสามารถในการบรรจุข้อมูลที่หลากหลาย

โดยปกติ  Passive Tag  สามารถที่จะบันทึกข้อมูลได้จำนวนหนึ่ง  ซึ่งเริ่มจากไม่กี่ตัวอักษรจนไปถึงจำนวนหลายพันตัวอักษร  อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน  มี Passive Tag  บางประเภทสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่านั้น   เช่น  Passive Tag  ของ  Maxellสามารถที่จะบันทึกข้อมูลได้มากถึง  4K bytes

เมื่อกล่าวถึงระบบการจัดการบรรจุข้อมูล   ในทางปฏิบัตินั้นมีสองลักษณะคือ 

1.                ลักษณะแรกคือการบันทึกข้อมูลเฉพาะรหัสไว้ใน  RFID Tag  ซึ่งรหัสนี้จะมีหน้าที่เฉพาะการชี้เฉพาะสำหรับวัสดุที่ติด Tag  นั้นติดอยู่ 

2.                ลักษณะที่สองคือการบันทึกทั้งรหัส  และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของวัสดุนั้น ๆ  ลงไปใน  RFID Tag

วิธีการจัดสรรระบบความจำของ RFID Tagแต่ละประเภทจะเหมาะสมกับการทำงานที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเช่น  การจัดการแบบสองที่เลือกบันทึกข้อมูลบางส่วนไว้ใน  Tag  จะเป็นประโยชน์เมื่อโครงสร้างการทำงานทั้งระบบนั้นมิได้เป็นระบบ  On line  ทั้งหมด  ทำให้การใช้งานในบางส่วนนั้น  ไม่สามารถที่จะเข้าถึงฐานข้อมูลได้  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบันทึกข้อมูลบางส่วนไว้ใน  RFID Tag  ในทางตรงกันข้าม  เช่น  การใช้งานในระบบ  E-payment  ในบางกรณี  หากโครงสร้างของระบบเครือข่าย  สามารถที่จะเข้าถึงกันได้อย่างทั่วถึง  การเชื่อมโยงข้อมูลโดยการอาศัยรหัสของ  Tag  ก็มีความเหมาะสมมากกว่า

นอกเหนือความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งานแล้ว  ข้อดีและข้อด้อยของระบบการจัดการหน่วยความจำในแต่ละประเภทก็แตกต่างกัน   ในกรณีที่จะบันทึกข้อมูลลงไปใน  RFID Tag นั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบความปลอดภัย  เพื่อจะเป็นการป้องกันมิให้มีการบันทึกอื่น ๆ ทับลงไปในข้อมูลเดิมที่บันทึกไว้ก่อนหน้านั้น  ซึ่งอาจจะเป็นการบันทึกซ้ำโดยมิได้ตั้งใจก็ได้

o         ความสามารถในการอ่าน  RFID Tag ได้พร้อมกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของอาร์เอฟไอดี  คือ  ความสามารถที่จะอ่าน  Tag  ได้มากกว่าหนึ่ง Tag  ในเวลาเดียวกัน  เมื่อมี  RFID Tag  มากกว่าหนึ่ง  Tag  เข้ามาอยู่ในบริเวณที่เครื่องอ่านอ่านข้อมูลได้  ตัวอย่างเช่น  ในการชำระเงินค่าซื้อสินค้าต่าง ๆ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตยังจำเป็นต้องอ่านบาร์โค้ดทีละรายการ  หากมีการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาใช้  การชำระเงินในลักษณะในการซื้อในลักษณะนี้จะหายไป  เพียงแค่นำสินค้าที่มีRFID Tagเข้ามาอยู่ในบริเวณที่เครื่องอ่านอ่านข้อมูลได้  รายการสินค้าทั้งหมดก็จะปรากฏขึ้นมาทันที  นอกเหนือจากการนำมาใช้ในการชำระเงิน   หากนำความสามารถนี้มาใช้ในการนำสินค้าเข้าหรือออกโกดัง   จะทำให้การตรวจรับสินค้าเข้าและออกโกดังได้รวดเร็วมากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องนำเครื่องอ่านบาร์เโค้ดมาอ่านสินค้าทีละกล่อง

o         ความทนทาน

โดยปกติแล้ว  RFID Tag จะมีความทนทานต่อความชื้น  และความร้อนมากกว่าบาร์โค้ด  จึงมีการนำ  RFID Tag  มาใช้งานแทนบาร์โค้ดในงานบางส่วน  ตัวอย่างเช่น  การใช้ในห้องเย็น  เป็นต้น  นอกจากนั้น  Passive tag  บางประเภทยังสามารถที่จะทนต่อสารเคมี และอุณหภูมิสูงได้อีกด้วย  จากจุดเด่นที่กล่าวมาข้างต้น  ทำให้ Passive tag  สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บาร์โค้ดไม่สามารถทำงานได้  เช่น  การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในห้องอบสีรถยนต์  เป็นต้น

o         ความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น

คุณสมบัตินี้จะเป็นจุดเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Active Tag เนื่องจากว่า Tag  ประเภทนี้มีระบบวงจรอิเลทรอนิคส์ และแบตตอรี่อยู่ในตัว  ทำให้ Tag  ประเภทนี้สามารถที่จะทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  การบันทึกความเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้   จึงมีการนำ  Tag ทำให้มีการนำ Tag  ประเภทนี้มาใช้ในการขนส่งอาหาร  เพื่อดูว่า อุณหภูมิระหว่างการขนส่งมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่   หากมีการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่อคุณภาพของอาหารระหว่างการขนส่ง  หรือการนำ  Tag  ประเภทนี้ไปติดกับสินค้าราคาแพง  หากมีใครต้องการขโมย  และทำการถอด  Tag นั้นออก  Tag  ดังกล่าวสามารถที่จะส่งข้อมูลไปเตือนที่ระบบส่วนกลางได้  อีกตัวอย่างที่มีการใช้งานกันอยู่  คือการนำ  Active Tag  มาพัฒนาเป็น  Electronic Seal  เพื่อใช้ในการขนส่ง  เพื่อป้องกันการโจรกรรมตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการขนส่ง  หากมีการแอบเปิดตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างขนส่ง  ก็จะมีการบันทึกเวลาที่มีการแอบเปิดไว้ในระบบ   ทำให้ทราบว่า  ระหว่างขนส่งนั้นมีการแอบเปิดตู้คอนเทนเนอร์เวลาใด 

จากคุณสมบัติเหล่านี้จะเห็นได้ว่า  บาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำงานได้  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก  ในการทำงานที่ซับซ้อนเหล่านี้  ที่เทคโนโลยีบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะทำได้

o         ความแม่นยำในการอ่าน

เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจัดได้ว่า  เป็นเทคโนโลยีที่สามารถอ่านข้อมูลได้แม่นยำที่สุด  ซึ่งอาจจะไม่สามารถอ่านได้ถึง 100%เหมือนเช่นที่มีการคาดการณ์ไว้อย่างแพร่หลาย  ปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านได้แก่

·         ประเภทของ Tag . ลักษณะของคลื่นวิทยุที่ใช้  และขนาดของเสาอากาศมีผลต่อการอ่านทั้งสิ้น

·         กาารติด Tag  ตำแหน่งที่ติด Tagและวัสดุที่นำ Tag  ไปติดนั้น  มีผลต่อความแม่นยำในการอ่านทั้งสิ้น 

·         สภาพแวดล้อมในการทำงาน  ในการทำงานสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ที่มีผลต่อคลื่นวิทยุ  ย่อมมีผลในการอ่านทั้งสิ้น  เช่นหากนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง ย่อมมีผลการอ่าน  ซึ่งจะมีผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หากใช้คลื่นความถี่สูง  เช่นUHF  ย่อมมีผลมาก