ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) และ IOT (Internet of Things)

IOT (Internet of Things) หมายถึงการที่อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกันผ่านระบบอินเตอร์เนทได้  เหมือนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน  เช่น คอมพิวเตอร์  หรือโทรศัพท์มือถือเป็นต้น  ตลอดเวลาที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยี IOT ไปใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท  และมีการนำไปใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   มีการประมาณการณ์ว่า  ปลายปี 2020 จะมีอุปกรณ์ IOT มากถึง 31,000 ล้านชิ้น  ในขณะเดียวกัน เครือข่ายอินเตอร์เนตก็มีการใช้งานแพร่พลายมากขึ้น  พร้อมทั้งอุปกรณ์ wifi ทั้งหลายก็จะมีราคาที่ถูกลง  ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยี IOT มาใช้มากขึ้น

ปัจจุบันอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์สามารถต่อเชื่อมเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี IOT ได้อย่างง่ายดาย  เพียงเพราะว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีแหล่งจ่ายไฟในตัว  ซึ่งอาจจะเป็นแบตเตอรรี่ในตัว  หรือแหล่งจ่ายไฟบ้านตามปกติ   ทันทีที่มีการจ่ายไฟให้แก่อุปกรณ์เหล่านี้  อุปกรณ์เหล่านี้สามารถที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนทได้  ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย  หรือการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิ้ล  และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง IOT ได้อย่างง่ายดาย

จากที่กล่าวข้างต้น  IOT หมายถึงการทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างสามารถที่จะเชื่อมต่อกันผ่านระบบอินเตอร์เนทได้   ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟในตัว  เช่น เฟอร์นิเจอร์  ขวดน้ำ หนังสือ  เสื้อผ้า หรือยา เป็นต้น  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) มีบทบาทอย่างยิ่งที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ IOT  ตัวอย่างเช่น  การทำให้ตู้เก็บยาสามารถแจ้งเตือนผ่านบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ด้วยตัวเองว่า  มียาใดบ้างในตู้ที่ใกล้หมดอายุ  เป็นต้น  

วัตถุประสงค์หลักของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) คือ  การระบุตัวตนของสิ่งต่าง ๆ  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology)  ประกอบด้วย อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader)  และระบบซอฟท์แวร์  เพียงแค่นำอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ติดบนอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ถูกอ่านด้วยเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เนต  และสามารถกำหนดหมายเลข IP ให้แก่ระบบได้   ดังนั้นเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีก็สามารถส่งข้อมูลจากอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) เชื่อมต่ออุปกรณ์อื่น ๆ เข้ากับระบบอินเตอร์เนต   ตัวอย่างเช่นตู้ยาอัจฉริยะที่กล่าวมาข้างต้น  ในกรณีที่ฉลากยาที่เก็บในตู้มีการติดอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ในตู้ยาสามารถที่อ่านฉลากยาเหล่านั้นได้  และระบบซอฟท์แวร์ก็จะส่วนประมวลผลว่า ยาใดหมดอายุ เป็นต้น 

ด้วยจุดเด่นของระบบอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) ที่สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบ real time  และทำงานอัตโนมัติ  โดยไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ในการเก็บข้อมูล  ทำให้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) มีบทบาทสำคัญในระบบ IOT

ประเภทอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) สำหรับรถยนต์

เนื่องจากรถยนต์มีลักษณะการใช้งานที่เฉพาะตัว  ดังนั้นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่นำมาใช้กับรถยนต์ จำเป็นต้องสอดคล้องกับสภาพการใช้งานของรถยนต์ด้วย เช่น  ต้องทนต่อแสงแดด  ทนความร้อน เป็นต้น   จากประสบการณ์ของบริษัทไอเดนทิไฟจำกัด  พบว่า ปัจจุบันอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)   ที่ใช้สำหรับรถยนต์ มีรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • อาร์เอฟไอดีแท๊กสำหรับกระจกมองหลัง (RFID Windshield Tag)  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ประเภทนี้จะติดอยู่ที่ด้านในหรือด้านนอกของตัวรถยนต์ก็ได้  แต่อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  จำเป็นต้องออกแบบมาเป็นกรณีพิเศษสำหรับการอ่านบนวัสดุที่มีพื้นผิวเป็นกระจก  นอกเหนือจากความสามารถในการอ่านแล้ว  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ดังกล่าวจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อการใช้งาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ดังกล่าวติดนอกรถ  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ต้องทนต่อความร้อน และรังสียูวีจากแสงแดด  รวมทั้งความชื้น  นอกจากนั้นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ดังกล่าวจำเป็นระบบความปลอดภัย  เช่นป้องกันไม่ให้ลอกหรือแกะอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  เพื่อไปติดกับรถคนอื่น   โดยปกติแล้วอาร์เอฟไอดี (RFID Tag) ประเภทนี้ จะระบบความปลอดภัย  เช่น อาร์เอฟไอดีแท็กจะฉีกขาด  ทำให้ไม่สามารถที่จะใช้งานต่อไปได้  หากมีการแกะอาร์เอฟไอดีแท๊กออก   เป็นการป้องกันไม่ให้นำอาร์เอฟไอดีแท็ก (RFID Tag) ดังกล่าวไปติดกับรถคันอื่น  เป็นต้น  

ในบางกรณี อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่ติดตั้งที่กระจกมองหลัง ก็เป็นอาร์เอฟไอดีแท๊กแบบแขวน (RFID Hang Tag) ที่กระจกมองหลัง  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับการใช้งานภายใน  และเป็นการใช้แท๊กแบบหมุนเวียน  เช่น การใช้งานในสายการผลิตรถยนต์เป็นต้น

  • อาร์เอฟไอดีแท๊กสำหรับกระจกมองข้าง (Sideview Mirror RFID Tag)  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ประเภทนี้จะติดอยู่กระจกมองข้างรถ ในบางกรณีหากผู้ใช้งานไม่ต้องการให้มองเห็นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ก็อาจจะติดที่ด้านใต้ของกระจกมองข้าง  ในการใช้อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ประเภทนี้  จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader)  ให้สอดคล้องกับตำแหน่งของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  เช่น ความสูงของรถแต่ละประเภท  ย่อมมีผลต่อตำแหน่งของกระจกมองหลัง  ตำแหน่งของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) และตำแหน่งของเครื่องอ่านตามไปด้วย
  • อาร์เอฟไอดีแท๊กสำหรับไฟหน้ารถ (RFID Headlamp Tag) อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ประเภทนี้จะเป็นลักษณะใส  เพื่อติดที่ไฟหน้ารถ  ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อการส่องสว่างของไฟหน้า   อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ประเภทนี้จะมีความคงทนต่อการใช้งานภายนอก  ได้แก่ทนต่อการความร้อนทั้งจากไฟหน้า และความร้อนจากแดด  รวมทั้งทนต่อความเปียกชื้นและสารเคมีในการทำความสะอาดรถ

เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID) กับระบบการผลิตแบบลีน (Lean Production System, LPS)

แนวคิดการผลิตแบบลีน (Lean Production System, LPS) จะให้ความสำคัญในการลดทรัพยากร  รวมทั้งเวลาที่ใช้ในกิจกรรมการผลิตในขั้นตอนต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดพฤติกรรมใดใดที่ไม่ได้ก่อให้เกิดคุณค่าในการผลิต (non value added activities) หรือก่อให้เกิดความสูญเสีย (waste)  และกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการผลิต  ในแนวคิดของการผลิตแบบลีนนั้น กิจกรรมดังกล่าวได้แก่

  1. การผลิตสินค้ามากเกินไป (overproduction)  การผลิตสินค้ามากเกินความต้องการจะก่อให้เกิดความสูญเสียในทุกกิจกรรมของการผลิต  รวมถึงเวลาที่ต้องจัดเก็บสินค้าเหล่านั้น
  2. การหยุดรอ  (waiting) การที่จะต้องหยุดรอชิ้นส่วน หรืองานต่าง ๆ จากการกระบวนการผลิตขั้นก่อนหน้า  จะทำให้เกิดความสูญเสียในด้านเวลาที่เสียไป
  3. การขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายสินค้า (transport)  การที่ต้องเคลื่อนย้ายสินค้าโดยไม่จำเป็น  ทำให้เกิดความสูญเสียในกิจกรรมการขนย้าน   
  4. กระบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสม (inappropriate processing)  กระบวนการทำงานในลักษณะนี้จะเกิดจากขั้นตอนการทำงานที่มีความซับซ้อนเกินความจำเป็น  ซึ่งจะก่อให้เกิดความสูญเสีย ทั้งในด้านการขนส่ง และแรงงานที่ต้องทำงานในกระบวนการดังกล่าว
  5. สินค้าคงเหลือที่ไม่จำเป็น (unnecessary inventory)  ประกอบด้วยองค์ประกอบการผลิตที่ไม่ได้ใช้งาน  ซึ่งจะก่อให้เกิดความสูญเสีย ในหลายด้าน ได้แก่  ต้นทุนในการจัดเก็บ คุณภาพของสินค้าที่เสียไปตามระยะเวลาในการจัดเก็บ
  6. กิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (unnecessary motion)   การที่คนทำงานจำเป็นตัองเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าในการผลิต
  7. สินค้ามีตำหนิ (defect) การผลิตสินค้าที่มีตำหนิมีผลโดยตรงต่อความสูญเสีย ในด้านต้นทุนการผลิต และต่อเนื่องไปถึงรายได้ที่จะได้รับ

จากแนวคิดข้างต้น จะเห็นได้ว่า  กระบวนกการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดในการจัดเก็บข้อมูลนั้น จะก่อให้เกิดความสูญเสียในหลายส่วนตามตารางด้านล่าง

ชนิดของความสูญเสียลักษณะของความสูญเสียหน่วยนับของความสูญเสีย
การผลิตมากเกินไป (Over production)เกิดข้อมูลที่ไม่ถูกต้องถูกบันทึกเข้าสู่ระบบ  ซึ่งกรณีนี้สามารถทำให้เกิดการผลิตมากเกินไป  เนื่องจากข้อมูลที่อยู่ในระบบ และปริมาณสินค้าที่มีอยู่จริงไม่ตรงกัน ปริมาณสินค้าที่ผลิตเกิน
การหยุดรอ (Waiting)การเก็บข้อมูลด้วยบาร์โค้ดต้องอาศัยเจ้าหน้าที่มาทำการอ่านบาร์โค้ด  จะใช้เวลามากกว่าในการเก็บข้อมูลแบบอัตโนมัติเวลา
การเคลื่อนย้ายของสินค้า (Transport)ในกรณีที่มีการอ่านบาร์โค้ดผิด อาจจะมีผลทำให้สินค้าดังกล่าวต้องถูกเคลื่อนย้ายมาให้เครื่องอ่านบาร์โค้ดทำการอ่านได้เวลา
กระบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสม (inappropriate processing)กระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้เสียเวลาในการทำงาน  เพราะเจ้าหน้าที่ต้องหยุดงานในการผลิตมาทำการอ่านบาร์โค้ดเวลา
สินค้าคงเหลือที่ไม่จำเป็น (unnecessary inventory)วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะลดน้อยลง ปริมาณสินค้าที่ผลิต
การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (unnecessary motion)กระบวนการทำงานที่เจ้าหน้าที่ต้องหยุดการทำงานในการผลิต เพื่อทำการอ่านบาร์โค้ดเพื่อทำการบันทึกข้อมูลเวลา
สินค้ามีตำหนิ (defects)สินค้าที่ผลิตแล้วมีตำหนิ ไม่สามารถใช้งานได้  ทำให้เกิดความสูญเสียวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปริมาณสินค้าที่เสียหาย

จากข้อจำกัดของเทคโนโลยีบาร์โค้ดที่ใช้ในการผลิตในปัจจุบัน  ทำให้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) เข้ามีบทบาทในการลดความสูญเสีย และช่วยให้ระบบการผลิตสามารถปรับตัวเป็นระบบการผลิตแบบลีน  (Lean Production, LPS)  ประโยชน์ของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) ในการผลิตแบบลีน (Lean Production System LPS)  สามารถแยกพิจารณาได้เป็นสามประเด็น ได้แก่

  • การเก็บข้อมูล (Data collection)  จากที่เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) สามารถอ่านข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยคนมาทำงานอ่านเหมือนเทคโนโลยีบาร์โค้ด  ทำให้การเก็บข้อมูลในขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ สามารถทำการเก็บข้อมูลแบบอัตโนมัติได้  ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้ลดการสูญเสีย (waste) ในการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (unnecessary motion)  เจ้าหน้าที่ไม่ต้องมาหยุดการผลิตสินค้า  เพื่อทำการอ่านแถบบาร์โค้ด และทำการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ  นอกจากนั้นยังช่วยในการลดการเคลื่อนย้ายของสินค้าที่ไม่จำเป็น (transport waste) เจ้าหน้าที่ไม่ต้องยก (เคลื่อนย้าย) สินค้ามาทำการอ่านด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ด  เมื่อสินค้าหรือวัสดุ มาถึงจุดที่ติดตั้งเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) จะทำการข้อมูลจาก RFID Tag ที่ติดมากับสินค้าอย่างอัตโนมัติ  โดยที่เจ้าหน้าที่ต้องมีการเคลื่อนไหวใดใด
  • การเชื่อมโยงของข้อมูล (Data Dependency)  หากการเชื่อมโยงของข้อมูลระหว่างสินค้า และข้อมูลการผลิตมีความผิดพลาด มีผลให้เกิดความสูญเสียได้หลายประการ เช่น ความสูญเสียในการรอคอย (waiting) หากมีการอ่านบาร์โค้ดผิดพลาด  เจ้าหน้าที่อาจจะต้องเสียเวลาในการรอ  เพื่อทำการแก้ไขระบบ  หากมีการบันทึกข้อมูลที่ผิดพลาดเข้าสู่ระบบ  เช่น การอ่านบาร์โค้ดผิด  หรือการรายงานจำนวนสินค้าที่กำลังผลิตแตกต่างไปจากความเป็นจริง  จะทำให้เกิดความสูญเสียในหลายด้าน  ได้แก่  ความสูญเสียในการเกิดสินค้าเสียหาย (defects) ความสูญเสียด้านการผลิตเกินจำนวน (overproduction) หรือความสูญเสียที่เกิดจากจำนวนสินค้าคงเหลือที่ไม่จำเป็น (unnecessary inventory)  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) ทำการอ่านข้อมูลเป็นอัตโนมัติ  ซึ่งผลให้ความผิดพลาดต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น  ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ให้คนทำการอ่านและบันทึกข้อมูลลดหายไป
  • เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) จะมีส่วนช่วยในการลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน  จากเดิมที่ใช้การเก็บข้อมูลแบบโดยอาศัยเจ้าหน้าที่จดลงในเอกสาร  แล้วนำมาบันทึกเข้าสู่ระบบส่วนกลางเพื่อประมวล  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) ทำให้การเก็บข้อมูลทั้งระบบมีลักษณะอัตโนมัติ 
  • ความสามารถที่จะได้รับข้อมูลที่ทันเวลาเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากในการตัดสินใจในการผลิต  หากได้รับข้อมูลไม่ทันเวลา  อาจจะทำให้ความสูญเสียในการผลิตได้สองประการ  คือ การผลิตสินค้ามากเกินไป  (overproduction) หรือการมีสินค้าคงเหลือที่ไม่จำเป็น (unnecessary inventory)  เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) สามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ของข้อมูลได้  ทำให้สามารถที่จะรับรู้ถึงข้อมูลได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น  โดยสามารถที่จะรับทราบสถานะของสินค้าที่ทำการผลิต  ได้ตั้งแต่ระดับล๊อตการผลิต จนถึงระดับสินค้าหลายชิ้น และสามารถที่จะติดตามสถานะได้ไปตลอดทุกขั้นตอนการผลิต  นอกจากนั้นระบบยังสามารถที่ให้ข้อมูลในทันทีทันใดได้  การให้ข้อมูลในลักษณะนี้  ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่พร้อมในการตัดสินใจใดใด  เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียในสองลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น

สรุป

เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Technology) สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแบบลีน (Lean Production System, LPS) โดยประโยชน์ที่จะได้รับสามารถสรุปได้ตามตารางด้านล่าง

การบริหารสินค้าระหว่างการผลิต (WIP)การบริหารสินค้าคงคลังการบำรุงรักษาเครื่องจักรในการผลิตการควบคุมการผลิต
การผลิตมากเกินไป (Overproduction)ทราบถึงปริมาณสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิตแต่ละขั้นรับทราบถึงปริมาณสินค้า/วัตถุดิบคงคลังส่งเสริมการบริหารการผลิตแบบ Just in Time
การรอคอย (Waiting)ทราบว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบอยู่ทีไหนทราบว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบอยู่ทีไหนทราบว่าอุปกรณ์หรือเครื่องจักรอยู่ที่ใด และมีสภาพอย่างไรเพิ่มความสามารถสินค้า หรือวัตถุดิบให้ตอบสนองต่อการผลิตได้มากยิ่งขึ้น
การขนส่ง (Transport)ทราบว่าสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิตควรจะเคลื่อนย้ายไปที่ใดทราบว่าสินค้าที่ผลิตเสร็จที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ใดทราบว่าตำแหน่งของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่อยู่ใกล้ที่สุดสามารถทำการปรับสายการผลิตได้อ้ตโนมัติ
กระบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสม (Inappropriate processing)ทราบว่าสินค้าหรือวัตถุดิบใดที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการทำงานขั้นใดทราบว่าวัตถุดิบใดที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการทำงานขั้นใดลดการผลิตที่ผิดพลาด จากการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ผิดพลาดทราบว่าสินค้าหรือวัตถุดิบใดที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการทำงานขั้นใด
การเก็บสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็น (Unnecessary inventory)ลดข้อผิดพลาดในการจัดเก็บสินค้าระหว่างการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาเครื่องจักร
การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (Unnecessary motion)ลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manualลดการนับแบบ Manualลดการตรวจสอบเพื่อบำรุงรักษาแบบ Manual
เสียหาย (Defects)ลดความเสียหาย เนื่องจากสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทราบว่า  สินค้าหรือวัตถุดิบใดใกล้วัดหมดอายุ

แหล่งที่มา

Brintrup A, Roberts P, and Astle M. Report: Methodology for manufacturing process analysis for RFID implementation, BRIDGE Project, March 2008

Brintrup A, Roberts P, and Astle M. Definition of RFID Decision Support System for Manufacturing Applications, BRIDGE Project, June 2008