Posts

การเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID TAG SELECTION)

  • คลื่นความถี่   ระบบอาร์เอฟไอดีทำงานด้วยคลื่นวิทยุ  ที่ใช้ในการสื่อสารกันระหว่างเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) และอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)   เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) เปรียบเสมือนสถานีวิทยุที่ทำการส่งคลื่นความถี่วิทยุออกมา  ในขณะที่เครื่องวิทยุของเราก็เหมือนอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)   การที่จะทำให้สถานีวิทยุสามารถสื่อสารกับวิทยุของเราได้  ก็จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่เดียวกัน  ในกรณีของอาร์เอฟไอดีก็เช่นเดียวกัน   จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบว่าเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ใช้คลื่นความถี่อะไร   เพื่อที่จะได้เลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่อยู่ในความถี่เดียวกัน   ในปัจจุบันคลื่นวิทยุที่ใช้ในระบบอาร์เอฟไอดี  จะมีสามคลื่นความถี่ประกอบด้วย
    1. Low Frequency (LF) อยู่ในช่วง 30-300 kHz
    1. High Frequency (HF) อยู่ในช่วง 3-30 MHz
    1. Ultra High Frequency (UHF) อยู่ในช่วง 300-3000 MHz

คลื่นความถี่ของเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) จะเป็นตัวกำหนดอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่จะเลือกใช้  ตัวอย่างเช่น  ในกรณีที่ผู้ผลิตจะต้องติดอาร์เอฟไอดีแท๊กสำหรับสินค้าของตนที่ส่งออกไปที่ Walmart  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่ต้องใช้  คือ อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ที่ทำงานในช่วงคลื่น UHF ระหว่าง 902-928 MHz เพราะเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ใช้งานในที่ Walmart ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว

นอกเหนือจากคลื่นความถี่  อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคือมาตรฐานในการส่งข้อมูล (Air Interface Protocol) ระหว่างอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) และเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader)   ในกรณีของการทำงานในคลื่น UHF มาตรฐานกลางที่ใช้ได้แก่  EPC C1G2  เป็นต้น  เพื่อให้เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) และอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  สามารถสื่อสารกันได้  จำเป็นต้องมีมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน  หรือกรณีอาร์เอฟไอดีในช่วงคลื่นความถี่ 13.56 Mhz.  ประกอบมาตรฐาน ISO14443A,  ISO14443B, ISO14443C และ ISO15693 เป็นต้น  จำเป็นอย่างยิ่งต้องเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) และเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ที่มาตรฐานเดียวกัน  

  • ระยะการอ่าน   ระยะการอ่านหมายถึง  ระยะทางระหว่างเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader)  และอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) สามารถที่จะสื่อสารกันได้ ปัจจัยดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อระบบอาร์เอฟไอดีที่ทำงานในคลื่นความถี่ UHF เนื่องจากการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) และอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ในคลื่นดังกล่าวมีระยะการอ่านที่หลากหลายมาก  ตั้งแต่ระยะการ 1-2 ซม  จนถึง 5-6 เมตร  ซึ่งอาร์เอฟไอดี แท๊ก (RFID Tag) แต่ละประเภทจะส่งผลการอ่านไม่เท่ากัน   ถึงแม้ว่าจะทำงานในคลื่นความถี่เดียวกัน  และในมาตรฐานเดียวกันก็ตาม  เพราะว่าความสามารถหรือระยะในการอ่านเกิดจากรูปแบบเสาอากาศที่อยู่ในอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊กที่สามารถสื่อสารกับเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ได้ในระยะที่ระบบต้องการ      
  • สภาพแวดล้อมที่ติดอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) พื้นผิววัสดุที่ติดอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) มีผลอย่างมากต่อการทำงานของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  องค์ประกอบที่จะต้องคำนึงถึงประกอบด้วยลักษณะการใช้งานของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  หากการใช้งานเป็นลักษณะกลางแจ้ง  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เลือกควรได้รับการออกแบบให้สามารถทนทานต่อการใช้งานกลางแจ้ง  อาร์เอฟไอดีสติกเกอร์ (RFID Label) อาจจะไม่สามารถทำงานในสภาพดังกล่าวได้ นอกจากนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงอุณหภูมิในการทำงานในบางกรณีต้องผ่านความร้อนสูง  ดังนั้นควรจะเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่สามารถทำงานในอุณหภูมิความร้อนสูงได้  มิฉะนั้นแล้วความร้อนอาจทำให้ IC ชิป หรือเสาอากาศของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) เสียหายได้   ในท้ายที่สุดคือสภาพแวดล้อมที่ใช้งานรบกวนการส่งคลื่นวิทยุหรือไม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง และสภาพแวดล้อมที่เป็นโลหะ  ทั้งความชื้นและโลหะมีผลการต่อส่งคลื่นวิทยุ  โดยความชื้นจะทำการดูดซึบคลื่นวิทยุ  ในขณะที่โลหะจะหักเหคลื่นวิทยุ  ดังนั้นควรจะเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่สามาถทำงานบนสภาพดังกล่าวได้  ในกรณีที่นำอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ไปติดบนกล่องพลาสติก อาร์เอฟไอดีแท๊ก ธรรมดาที่เป็นสติกเกอร์ (RFID Label) สามารถใช้งานได้  ในทางตรงกันข้ามหากการใช้อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) บนสภาพแวดล้อมที่เป็นโลหะ อาร์เอฟไอดีแท๊กแบบสติกเกอร์ (RFID Label) ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้  ในกรณีดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่ได้รับออกแบบเป็นพิเศษที่สามารถติดบนโลหะและทำงานได้เป็นต้น
  • ข้อมูลจากอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ตามที่ทราบอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) เป็นส่วนที่ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบโดยผ่านเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี (RFID Reader)  โดยข้อมูลที่กล่าวถึงนี้ประกอบด้วยข้อมูลสองประเภทได้ ข้อมูลที่บันทึกเข้าไปใน IC ชิปของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) และข้อมูลที่จำเป็นต้องมองเห็น ข้อมูลที่อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ส่งให้เครื่องอ่านจะเป็นข้อมูลที่บันทึกใน IC ชิป  ดังนั้นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เลือกจำเป็นต้องมีขนาดความจำใน IC ชิปที่เพียงพอต่อความต้องการของระบบ  การใช้งานในบางกรณีผู้ใช้งานต้องการให้บันทึกข้อมูลเป็นที่เป็นรหัสสากลต่าง ๆ  เช่น  Serialized Global Trade Item Number (SGTIN) หรือ  EPC Global Standard เป็นต้น  ในการบันทึกรหัสดังกล่าว  หน่วยความจำในอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  96 bits ก็น่าจะเพียงพอ  อย่างไรก็ตามในบางอุตสาหกรรมเช่นอุตสาหกรรมการบิน  จำเป็นต้องมีบันทึกข้อมูลมากขึ้น  ดังนั้นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เลือกใช้ก็ต้องมีหน่วยความจำมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากข้อมูลที่บันทึกลงไปในอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) แล้ว  การเลือกใช้อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  จำเป็นต้องคำนึงข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการมองเห็นด้วย  เช่น  บาร์โค้ด  ในกรณีที่ต้องการใช้งานเป็นการใช้ร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) และเทคโนโลยีบาร์โค้ด  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ที่เลือกจำเป็นต้องรองรับทั้งสองเทคโนโลยี  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เลือกจำเป็นต้องสามารถพิมพ์รหัสบาร์โค้ดด้วย  โดยปกติแล้วอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เป็นสติกเกอร์จะรองรับการพิมพ์อยู่แล้ว  ผู้ใช้งานสามารถที่จะพิมพ์รหัสบาร์โค้ดไปบนอาร์เอฟไอดีสติกเกอร์ (RFID Label) ได้  ด้วยเครื่องพิมพ์สติกเกอร์  แต่ถ้าเป็นอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) รูปแบบอื่น เช่น RFID Hard Tag เป็นต้น  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ลักษณะนี้ไม่สามารถที่จะพิมพ์ ด้วยเครื่องพิมพ์ได้  อาจจะต้องใช้เทคโนโลยี อื่นในการพิมพ์บาร์โค้ด  เช่นการยิงเลเซอร์ เป็นต้น 

  • ขนาดของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  พื้นที่ที่อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) จะติดเป็นอีกปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึง  ตัวอย่างเช่นหากนำอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ไปติดบนรถขนสินค้า ก็จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  อาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) จะมีขนาดเท่าใดก็ได้  เพียงแค่ทำงานได้ตามที่ระบบต้องการ  ในทางตรงกันข้ามหากนำอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag)  ไปติดบนอุปกรณ์การแพทย์  หรือเครื่องมือช่างต่าง ๆ  ขนาดของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ก็จำเป็นต้องมีขนาดเล็ก  เพราะอุปกรณ์เหล่ามีพื้นที่จำกัด  อย่างไรก็ตามอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่มีขนาดเล็กลง  ก็จะมีผลทำให้ระยะการอ่านสั้นลงไปด้วย 

สรุป  ในปัจจุบันอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) มีค่อนข้างหลากหลายประเภท  ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) ที่เหมาะสมการลักษณะการทำงาน เพื่อให้ระบบอาร์เอฟไอดี (RFID Reader) ที่ใช้งานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

RFID Anti Human Interference Card

Identify introduce dual frequency RFID card with anti human interference features. This card is particularly designed for hand free access control. The key features of this card are:

  • Frequency: HF and UHF
  • Reading distance:
    • Max 5 cm (HF)
    • Max 3-4 M  (UHF)
  • Standard: ISO14443A/EPC C1G2
  • Installation: Hanging
  • Protection class: IP65
  • Operating temp: -40 to 85C

Anti Human Interference Card

RFID Laundry Tag

Identify introduces UHF RFID laundry tag. The key features of the laundry tag:

  • Dimension : 70 x 10 x 1.3 mm
  • Material:  50/50 Polycotton or full polyester
  • Communication protocol: ISO18000-6C
  • Reading and writing distance: 0-5M, (different tag readers, there will have different reading distance)
  • Typical washing cycle:
    •  Washing +90C, 15 minutes,
    • Drying +180C 3 minutes,
    • Ironer +200C 12 seconds,
    • Water Extractor 60 bar, 80 seconds
  • Autoclave:
    •  Air removal 100C, 5 min , 0.1 bar
    • Sterilizing 134C, 10 min, 3.25 bar
    • Drying 45C, 15 min, 0.2 bar
  • Chemical resistance: All chemical common to the washing process
  • Certification:
    • OEKO-TEK (Standard 100), product class II
    • MRI certification, MR conditional (1.5 T and 3T)
RFID Laundry Tag

RFID Hard Tag


RFD hard tag is a type of RFID tag which is designed for special purpose.  Basically, it has RFID chip and antenna for communicating with the reader.    However, it has special housing for special purpose such as RFID tag for extreme high temperature, RFID tag for harsh environment or RFID tag for very long reading distance.     

We have provided various types of RFID hard tag on each request.  Feel free to contact us for any request on RFID label 


Reference on RFID Card

New UHF Reusable Seal

Identify offers new UHF reusable seal. This seal can be unlimited number of times. The key features are:

  • Dimension : 310 x 72 x 28 mm (strap length 282 mm)
  • Material: ABS
  • Communication protocol: ISO18000-6C
  • Chip model: Alien H3
  • Reading and writing distance: 0-5M, (different tag readers, there will have different reading distance)
  • Storage temperature: -25℃~+75℃
  • Working temperature: -25℃~+65℃
  • Data retention: 10 years
  • Rewritable: 100,000 times
UHF Reusable Seal

RFID MOLD MANAGEMENT

Description

Mold management is a challenging task, particularly in jewelry industry.  Each mold has limited life time by calculating from the frequency of usage.  Using the mold beyond its lifetime can easily damage the final product which is jewelry.  However, there is no data capture technology to effectively identify the mold and count it.  Bar label cannot be used because it will be easily damaged and need manual scan.  Our RFID Mold Management solution developed to fix this drawback.

How it works

Identify has developed a RFID Mold Management solution for this purpose.  RFID tag is embedded in each mold.  RFID readers are installed in the mold store room and individual working station.  Before taking the mold to the production, each mold is read by the reader at the store room.   At this stage, Identify software will associate the usage of each mold to the production order.  The RFID reader at the working station will count the number of usage of each mold automatically.  The software will notify the staff when there is any mold which is close the expired period.

This allows complete automated wireless identification of each mold without impacting the existing production processes.  As the mold pass through a RFID reader, the associated information of particular mold will be passed for further process.  For example, the RFID reader at the mold store room will enable us to know the type of mold being used in each production order and increase the visibility on the number of mold in stock.  This will enable us to make a plan on the type of mold in stock.  In addition, the reader at the working station will automatically count the frequency of mold usage.  We can avoid using the expired mold to avoid product damage.

Benefits

  • No manual operation is required
  • Provides error free in data gathering process.  Automatic identification and notification whenever any mold is close to expired period.
  • Increase the visibility on the mold in stock
  • Reduce the product damage resulting from using the expired mold

Applications:

  • Mold management

Case: Thai Beverage Can Phase I

CHALLENGE: AUTOMATE TRUCK TRACKING

Thai Beverage Can PLC (TBC) would like to improve its truck tracking operation.  When the truck enters the site, TBC would like to know truck status upon arrival so that the further processes such as loading or etc can be prepared in advance.  TBC also would like this process to be done automatically. 

SOLUTION

To improve this operation, TBC needs a tool to automate truck tracking operation which is RFID technology. Each truck is tagged with an industrial passive RFID tag.  The tags are read automatically with the RFID reader located at the entrance and exit.  After reading by the readers, the truck information is forwarded to data base application for further process.  The staff at the warehouse will be informed for the truck arrival so that they can prepare the loading in advance. 

With the RFID solution, TBC is able to increase fleet visibility and improve his warehouse loading operation.  By monitoring, TBC is also possible to gain important data about fleet operation. 

RESULTS

  • Give real time information about the fleet arrival and exit without human input
  • Improve loading operation
  • Information is digitalized in measurable format, while makes it possible to monitor and improve operation.

RFID Label

RFD labels are labels which contains RFID tag.  There are various types of RFID labels including RFID wet inlay, RFID white label, RFID outdoor label and RFID on metal label.  Each type of RFID label is designed for individual application.

We have provided various types of RFID label on each request.  Feel free to contact us for any request on RFID label 

  Visual marking On Metal Protection Against Water & Dust High Temp
RFID Wet Inlay
No No No No
RFID White label
Yes: Printer No No No
RFID Outdoor label
Yes: Printer No Yes No
RFID On metal label
Yes: Printer Yes Yes No

คุณลักษณะสำคัญของอาร์เอฟไอดีแท๊ก (RFID Tag) สำหรับงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมีการนำ  RFID Tag มาใช้งานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น   RFID Tag ที่จะนำมาใช้งานในด้านนี้  นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่  คลื่นความถี่  มาตรฐานคลื่นวิทยุ   หน่วยความจำ  รูปแบบของ RFID Tag  และวิธีการติด RFID Tag    เป็นต้น   จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงความคงทนของ RFID Tag      เช่น RFID Tag ที่ทนต่อสารเคมี  ความร้อนสูง  หรือ ป้องกันการติดไฟ  เป็นต้น  เนื่องจากว่า การนำ RFID Tag มาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการความทนทานสูงนั้น  เช่นอุตสาหกรรมก่อสร้าง   พลังงาน  หรือการขนส่ง  เป็นต้น    จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงมาตรฐานความคงทนในด้านต่าง ๆ  เพิ่มเติม  โดยมาตรฐานหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องคำนึงถึง ประกอบด้วย

  • ATEX/IECEx certification

มาตรฐานดังกล่าว  เป็นมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในบริเวณที่มีความเสี่ยงอันตรายจากการระเบิด   ตามมาตรฐาน ATEX  จะแบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน  ได้แก่ Zone 0, Zone 1 และ Zone 2  โดย Zone 0  หมายถึงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของการระเบิดจากไอระเหยตลอดเวลา   ส่วน Zone  1 คือ  พื้นที่ที่โดยส่วนมากมีความเสี่ยงจากการระเบิดจากการทำงานปกติ  แต่ไม่ได้มีความเสี่ยงดังกล่าวตลอดเวลา  Zone 2 เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการระเบิดในบางโอกาส    แต่พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย  ภายใต้การทำงานตามกฏระเบียบที่แน่ชัด   มาตรฐานดังกล่าว จะใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิค  ที่จะนำไปติดตั้งหรือใช้งานในบริเวณโซนต่าง ๆ ที่ระบุไว้ข้างต้น   สำหรับ RFID tag ที่ได้รับมาตรฐาน ATEX แสดงว่า RFID Tag ดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า  สามารถนำไปใช้ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการจุดระเบิดได้  

  • IP Certification

มาตรฐาน IP ย่อมาจากคำว่า Ingress Protection  เป็นมาตรฐานการป้องกันจากของแข็ง (ฝุ่น) และของเหลว    โดยปกติแล้วหมายเลขที่แสดงระดับ IP จะมีสองหลัก  โดยหมายเลขหลักแรก หมายถึงความสามารถการป้องกันจากของแข็ง (ฝุ่น)   โดยค่าต่ำสุดคือ 1 หมายความว่า   สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดใหญ่ 50 มม.  เช่น มือ  ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้   ค่าสูงสุดคือ 6 หมายความว่า   อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ 2-6 ชั่วโมง   ส่วนหมายเลขหลักที่สอง  หมายถึง  ความสามารถในการป้องกันของเหลว   ค่าต่ำสุดคือ 1 หมายความว่า  สามารถป้องกันหยดน้ำที่หยดใส่ในแนวดิ่ง   ส่วนค่าสูงสุด  คือ 8   สามารถอยู่ในน้ำลึกที่มีแรงดันได้เป็นเวลานาน  ในขณะที่ค่าหมายเลข 7  หมายความว่า  อยู่ในน้ำลึกประมาณ 1 เมตรได้เป็นเวลา 30 นาที   ตัวอย่างเช่น หาก  RFID Tag ได้รับมาตรฐาน IP68   หมายความว่า   RFID Tag  สามาถป้องกันฝุ่น และของเหลวได้สูงสุด    ในการใช้งาน RFID Tag ดังกล่าว   สามารถจมอยู่ใต้น้ำในระดับ 1-2 เมตรได้เป็นเวลานาน  โดยที่น้ำไม่เข้าไปใน RFID Tag ดังกล่าวได้   สำหรับ RFID Tag ที่ได้รับ IP69K  หมายถึง  RFID Tag  ได้รับอันดับ IP สูงสุด  สามารถทนน้ำที่มีแรงดันสูงได้  สำหรับ K หมายถึงมาตรฐานการรับรองกระแทก

  • IK Certification

มาตรฐาน IK  หมายถึง ความสามารถของอุปกรณ์ที่จะรองรับแรงกระแทก    โดยค่าต่ำสุด คือ IK00 (ไม่มีการจัดอันดับ)  ถึง IK10    ค่า IK01   แสดงว่า  อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถทนต่อแรงกระแทก 0.15 จูล (Joules) หรือทนต่อแรงกระแทกของลูกตุ้มที่มีน้ำหนัก 200 กรัม  กระแทกจากระยะ 7.5 ซม.     ในขณะที่ค่า IK10  อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถทนต่อแรงกระแทก 20 จูล (Joules) หรือทนต่อแรงกระแทนของลูกตุ้มน้ำหนัก  5  กก  กระแทกจากระยะ 40 ซม.  

  • UL 94 Certification

ในการใช้งานบางกรณี  RFID Tag  อาจจะใกล้กับเปลวไฟ  ดังนั้น RFID Tag  สำหรับงานประเภทนี้จำเป็นต้องได้รับมาตรฐาน UL94   มาตรฐานดังกล่าวเป็นการกำหนดว่า  วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน UL นั้นลามไฟได้ง่ายเพียงใด   โดยมีการแบ่งเป็นลำดับดังต่อไปนี้

  • HB ติดไฟได้ช้า  ในแนวตรง   อัตราการติดไฟ น้อยกว่า 76 มม./นาที  สำหรับวัสดุที่มีความหนาน้อยกว่า 3 mm
  • V2  สามารถดับเปลวไฟด้วยตนเอง ภายใน 30 วินาที  แต่อาจมีหยดไฟได้
  • V1 สามารถดับเปลวไฟด้วยตนเอง ภายใน 30 วินาที  ไม่เป็นหยดไฟ
  • V0 สามารถดับเปลวไฟด้วยตนเอง ภายใน 10 วินาที  ไม่เป็นหยดไฟ
  • 5VB สามารถดับเปลวไฟด้วยตนเองภายใน 60 วินาที   ไม่เป็นหยดไฟ   แต่อาจจะมีรูไหม้ (Burnthrough) บนวัสดุ
  • 5VA สามารถดับเปลวไฟด้วยตนเองภายใน 60 วินาที   ไม่เป็นหยดไฟ   แต่อาจจะไม่แสดงรูไหม้ (Burnthrough) บนวัสดุ

ดังนั้นการเลือกซื้อ RFID Tag  เพื่อมาใช้งานในสภาพที่ใกล้กับเปลวไฟ  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงว่า    RFID Tag  ดังกล่าวติดไฟได้ง่ายเพียงใด  และทนต่อความร้อนได้สูงขนาดไหน

Source :  HID Global, The Four Most Important Certifications for Rugged RFID Tags